รายการหลัก
หน้าแรก
เกี่ยวกับสำนักงาน
กลุ่มงาน/ฝ่ายในสำนักงาน
ข้อมูลสิ่งแวดล้อม
สื่อเผยแพร่
การจัดการความรู้
ศูนย์บริการประชาชน
ศูนย์บริการสารสนเทศ
ศูนย์เตือนภัยมลพิษทางน้ำ
ดาวน์โหลด
คลินิกสิ่งแวดล้อม
เว็บไซต์สำคัญ
กระดานสนทนา
ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
Link กระทรวง
รัฐมนตรีว่าการและคณะ
หน่วยงานในกระทรวง
บริการในกระทรวง
ระบบอินทราเน็ต
ค้นหามติคณะรัฐมนตรี
KM สป.ทส.
KM Webboard
เข้าสู่ระบบ





ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก? สมัครสมาชิก
ทฤษฎีกายา (Gaia Theory) PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย กลุ่มงานเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม   
อังคาร, 26 เมษายน 2011

การค้นพบทางวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งที่นำมาซึ่งความมหัศจรรย์ใจในความสามารถ ในการดูแลควบคุมตัวเองได้ของโลก คือ ทฤษฎีกายา (Gaia Theory)

         ในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๐๓ - ๑๒ (๑๙๖๐s) มีการส่งยานอวกาศขึ้นไปสู่นอกโลก เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติที่ได้มีโอกาสเห็นภาพอันสวยงามของโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่ โลกที่ให้กำเนิดชีวิตทั้งมวล นักบินอวกาศหลายคนยอมรับว่าการที่ได้ขึ้นไปเห็นภาพของดาวเคราะห์ที่มีสีสันในโทนน้ำเงินขาว ล่องลอยอยู่ในอวกาศอันมืดมิดและกว้างใหญ่ไพศาลนั้น เปรียบได้กับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเลยทีเดียว เพราะมีผลให้เปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ของตนที่มีต่อโลกไม่มากก็น้อย ในช่วงเดียวกันนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาองค์ประกอบทางกายภาพของโลกในด้านต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของดาวโลก และดาวอื่นๆ ในระยะข้างเคียง ได้แก่ ดวงจันทร์ ดาวศุกร์และดาวอังคาร

          ในช่วงเวลานั้นเอง องค์การนาซ่าได้เชิญนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผู้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศโลก คือ เจมส์ เลิฟลอค (James Lovelock) ในการออกแบบอุปกรณ์ตรวจค้นชีวิตบนดาวอังคาร ตามแผนการส่งยานอวกาศไปเก็บตัวอย่างดินจากดาวอังคารมาวิเคราะห์และศึกษาต่อไป

          จากการศึกษาธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เลิฟลอคค้นพบว่า คุณสมบัติที่ชีวิตทั้งหลายมีร่วมกันคือ การรับพลังงานและสสาร และถ่ายเทของเสียออก เขาตั้งสมมติฐานว่าในดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์นั้นจะต้องมีการนำเอาสสารและพลังงานจากชั้นบรรยากาศ และมหาสมุทรไปใช้ในเพื่อการดำรงอยู่และผลิตของเสีย ดังนั้น หากดาวอังคารมีสิ่งมีชิวิตอยู่จริง ก็ต้องสามารถตรวจจับองค์ประกอบก๊าซที่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ได้ วิธีการนี้สามารถกระทำได้บนโลกและไม่ต้องลงทุนส่งยานอวกาศเดินทางไปสำรวจถึงดาวอังคาร

          หลังจากทำการทดลอง และเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศ ระหว่างโลกกับดาวอังคารดูแล้ว เห็นว่ามีความต่างกันโดยสิ้นเชิง ดาวอังคารนั้นมีปริมาณก๊าซออกซิเจนน้อยมาก มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง และไม่มีก๊าซมีเทนเลย ส่วนในชั้นบรรยากาศโลกนั้นประกอบด้วยก๊าซออกซิเจนจำนวนมาก แทบจะไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลย และมีก๊าซมีเทนอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เลิฟลอคสรุปว่า ในดาวอังคารนั้น เนื่องจากไม่มีสิ่งมีชีวิตมีส่วนร่วมอยู่เลย ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างสารเคมีต่างๆ ได้ดำเนินมาจนสิ้นสุด และกลายเป็นสภาพเสถียรและสมดุลมานานแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับโลกโดยสิ้นเชิง เพราะในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นเต็มไปด้วยก๊าซออกซิเจน และมีเทนที่มีแนวโน้มที่จะทำปฏิกิริยาทางเคมีอย่างต่อเนื่อง เป็นสภาวะที่ไกลจากสมดุลทางเคมีมาก นอกจากนั้น สิ่งมีชีวิตบนโลกได้ดูดซับเอาก๊าซเหล่านี้ไปใช้ตลอดเวลา พืชและต้นไม้ผลิตก๊าซออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ผลิตก๊าซชนิดอื่น ชั้นบรรยากาศโลกจึงเป็นระบบเปิดที่มีการถ่ายเทแลกเปลี่ยนสสารและพลังงานกับระบบอื่นตลอดเวลา ทำให้มีสภาวะของความเคลื่อนไหวและห่างไกลจากจุดสมดุลทางเคมี แต่มีองค์ประกอบทางเคมีค่อนข้างคงที่แน่นอน

          การค้นพบในครั้งนี้นำมาซึ่งความมหัศจรรย์ใจคล้ายประสบการณ์ของการรู้แจ้งเลยทีเดียว และทำให้เขาตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ผลิตก๊าซต่างๆ อย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่กำหนดควบคุมปริมาณก๊าซต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตเองด้วย เพราะข้อมูลทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ยืนยันว่า อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ๒๕ องศาเซลเซียส นับตั้งแต่สิ่งมีชีวิตได้อุบัติขึ้นในโลก และอยู่ในระดับที่คงที่มาตลอดระยะเวลาสี่พันล้านปีมาแล้ว ซึ่งทำให้เขาตั้งคำถามว่า โลกสามารถควบคุมลักษณะทางกายภาพต่างๆ ของตัวเอง เช่น อุณหภูมิ ระดับความเข้มข้นของเกลือในมหาสมุทร เพื่อให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้หรือไม่ เพราะนั่นจะหมายความว่า โลกจะมีระบบการควบคุมตัวเองเหมือนกับระบบชีวิตอื่นๆ เลิฟลอครู้ว่าสมมติฐานนี้กำลังจะพลิกผันความเข้าใจเดิมของวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกเลยทีเดียว

          ทัศนะเดิมมองโลกว่า ประกอบไปด้วยลักษณะทางกายภาพที่ไร้ชีวิต เช่น หิน ทราย ก๊าซต่างๆ น้ำ ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ต่างกับทฤษฎีกายาที่มองโลกแบบองค์รวมและเห็นว่า สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดระบบกลไกการควบคุมตัวเอง (Self-regulating system)

          แนวคิดนี้ได้มองระบบธรรมชาติเสมือนหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยส่วนย่อยต่างๆภายใน โลกก็เป็นสิ่งมีชีวิตและสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงตนเองได้ตามธรรมชาติของตนเอง โดยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ (Super - being) ที่มีสิทธิทุกสิ่งในโลก โลกที่มีชีวิตจิตใจนี้จึงได้รับขนานนามว่ากายา (Gaia) ซึ่งมาจากชื่อเทพธิดาโลกตามตำนานของกรีก

 

          กายาจะมีระบบรักษาความปลอดภัยมิให้มีสิ่งที่เลวร้ายเข้ามามีอิทธิพลหรือกลายเป็นอันธพาลต่อระบบ ระบบของกายาสามารถปรับตัว ดำเนินการ และซ่อมบำรุงระบบด้วยกระบวนการย้อยกลับในตนเองที่สามารถสื่อสารและควบคุมโดยอัตโนมัติ (Cybernetics) กิจกรรมที่มนุษย์กระทำต่อโลกในกรณีใดๆจึงเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับกายา แต่สภาพมลพิษอาจรบกวนบางส่วนของกายา โดยไม่เป็นอันตรายต่อระบบของกายาทั้งหมด มลพิษตามธรรมชาติก็มีอยู่แล้ว และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็สามารถที่จะทนและปรับตัวให้เข้ากับมลพิษได้อย่างแน่นอนระดับหนึ่ง บางสายพันธุ์อาจสูญพันธุ์ไปแต่ก็คงมีบางสายพันธุ์เกิดขึ้นมาทดแทนใหม่ แต่อันตรายที่กายากำลังประสบอยู่ก็คือ จำนวนประชากรมนุษย์ที่มีมากเกินไปในขณะนี้ และระบบอุตสาหกรรมที่ทำร้ายกายาบริเวณเขตร้อนของเส้นศูนย์สูตรและบริเวณทะเลตามไหล่ทวีป ถ้ามนุษย์เปลี่ยนแปลงกระบวนการตามธรรมชาติอย่างรุนแรงหรือเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆเข้าสู่กายา มนุษย์ก็อาจทำให้ระบบทั้งหมดขาดความมั่นคง และระบบอาจจะไม่สามารถตอบโต้หรือมีปฏิกริยาตามระบบย้อนกลับหรือการควบคุมอัตโนมัติของกายาได้ การที่มนุษย์มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Anthropocentrism) และพยายามควบคุมโลกนั้น คงไม่สำเร็จ เนื่องจากแท้จริงแล้วมนุษย์เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของกายา หรือเป็นสมาชิกของชุมชนมีชีวิต (Biotic Community) ที่ทุกส่วนทั้งที่มีและไม่มีชีวิตมีความสำคัญ รวมถึงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

 

          มนุษย์จึงควรเคารพรักกายา รักในธรรมชาติ เคารพในคุณค่า สิทธิและความเสมอภาคของทุกสรรพสิ่ง เปิดมุมมองยอมรับการมีธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง (Ecocentrism) เพื่อความดำรงคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เองและเพื่อดาวเคราะห์ดวงนี้ อย่างไรก็ดีเนื่องจากกายามีขีดความสามารในการในการควบคุมสถานการณ์และความสามารถในการทนรับมลพิษและการกระทำต่างๆของมุษย์ได้พอสมควร มนุษย์จึงยังมีความเป็นอิสระในการอยู่ร่วมกับกายาและสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่กายามอบให้ได้ในระดับสูงพอสมควร แต่ไม่ควรเกินขีดจำกัดที่กายาสามารถรับได้ การทำให้กายาเสียหายอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ กายาอาจปรับตัวเองและทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ไปในที่สุดได้ โดยสิ่งที่มนุษย์เรียกกันอย่างคุยเคยว่า “ภัยธรรมชาติ” นั่นเอง 

 
     สืบค้น จาก http://board.palungjit.com ณ วันที่ 24 เมษายน 2554

                    สิ่งแวดล้อม : อุดมการณ์ การเมือง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ,สมพร แสงชัย ,โครง     การบัณฑิตศึกาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ,2550

 

     เรียบเรียงโดย นายศิริพล กำแพงทอง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( อังคาร, 26 เมษายน 2011 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Web Development & Design