น้ำ

ว่าด้วยเรื่องของ "น้ำ" ในมุมสิ่งแวดล้อม

               น้ำ หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดไป สามารถทดแทนได้ โดยธรรมชาติแล้วน้ำจะหมุนเวียนเป็นวัฏจักร มีการเปลี่ยนแปลงจากสถานะหนึ่งไปเป็นอีกสถานะหนึ่ง ตั้งแต่ไอน้ำผันแปรเป็นสภาพเม็ดฝน ฝนที่เกิดขึ้นนั้นจะตกลงสู่ผิวโลกและจะถูกเก็บไว้ ในดิน แหล่งน้ำ (ลำน้ำ อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ และทะเลหรือมหาสมุทร) และในต้นไม้ แล้วน้ำเหล่านั้นจะระเหยเป็นไอน้ำสู่บรรยากาศ ซึ่งถ้ามีความเย็นเพียงพอ มีแกนฝุ่นดูดความชื้นและมีไอน้ำปริมาณที่เพียงพอ ก็จะตกเป็นฝน   วนเวียนอยู่ในวัฏจักร เช่นนี้ตลอดไป (เกษม และสามัคคี, 2532) ในขณะที่ฝนตกนั้นพืชจะดูดซับไว้ส่วนหนึ่ง และบางส่วนจะซึมลงในดินไปถึงชั้นดินที่น้ำผ่านไม่ได้ขังอยู่บนดินชั้นนั้น กลายเป็นแหล่งน้ำใต้ดิน แต่บางส่วนไม่สามารถซึมผ่านผิวดินได้ทันที ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่มีความลาดเอียงจึงไหลบ่าหน้าดินสู่แม่น้ำ ลำธาร ทะเล หรือมหาสมุทร โดยแปรเป็นแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่ง Meinzer(1949) ทำการประเมินวัฏจักรของน้ำที่ภาวะสมดุลโดยเฉลี่ยแล้วพบว่า ในวันหนึ่งๆ น้ำระเหยจากทะเลและมหาสมุทร ปริมาณ 875 ลูกบาศก์กิโลเมตร น้ำปริมาณนี้ตกลงมาเป็นฝนในเขตทะเลและมหาสมุทร ปริมาณ 775 ลูกบาศก์กิโลเมตร ที่เหลืออีก 100 ลูกบาศก์กิโลเมตร จะถูกพัดพาเข้าหาแผ่นดินโดยรวมกับไอน้ำที่ได้จากการคายน้ำของใบพืชและการระเหย ปริมาณ 165 ลูกบาศก์กิโลเมตร รวมเป็น 265 ลูกบาศก์กิโลเมตร จากนั้นจะตกลงมาเป็นฝน เมื่อถึงพื้นดินก็จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ บางส่วนจะถูกดูดไปใช้โดยพืช บางส่วนซึมลงสู่ใต้ดิน แต่จะมีน้ำส่วนหนึ่งประมาณ 100 ลูกบาศก์-กิโลเมตร ถูกถ่ายเทกลับลงสู่ทะเลโดยแม่น้ำ หรือลำธารสายต่างๆ สำหรับน้ำที่แผ่นดินให้กับบรรยากาศ จำนวน 165 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อวันนั้น ประมาณร้อยละ 90 เป็นน้ำที่ได้จากการ คายน้ำของพืช ส่วนที่เหลือเกิดจากการะเหยโดยความร้อนจากดวงอาทิตย์ ในปัจจุบันภาวะสมดุลของวัฏจักรของน้ำกำลังได้รับผลกระทบจากการพัฒนาทางการเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำที่แผ่นดินเคยให้กับบรรยากาศ โดยการคายน้ำของใบพืชและการระเหยมีปริมาณลดลงไปด้วย (เปี่ยมศักดิ์, 2536) ซึ่ง Hewlett และ Nutter (1969) รายงานว่ามีปริมาณน้ำจืดบนผิวโลกทั้งหมดร้อยละ 2.86 แต่ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ มีเพียงร้อยละ 0.62 เท่านั้น โดยแบ่งเป็นน้ำในดินเท่ากับร้อยละ 0.61 น้ำตามแหล่งน้ำทะเลสาบร้อยละ 0.009 น้ำในแม่น้ำร้อยละ 0.001 และน้ำในบรรยากาศร้อยละ 0.001 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำในโลกนี้มีส่วนที่นำมาใช้ได้อย่างจำกัดและถ้าแหล่งน้ำเกิดเน่าเสียมีคุณภาพเสื่อมโทรมจนเกิดสภาพมลพิษ ทำให้เกิดความไม่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ในขณะที่กิจกรรมต่างๆ ต้องการน้ำที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมไว้ใช้ แต่น้ำที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมในแต่ละกิจกรรมนับวันจะหายากยิ่งขึ้น ดังนั้นมนุษย์จึงควรใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันควรจะต้องมีการเฝ้าระวังและอนุรักษ์แหล่งน้ำอย่างถูกต้อง ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์สนองความต้องการของมนุษย์ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติพร้อมทั้งใน ด้านปริมาณ คุณภาพ และระยะเวลาของการไหลของน้ำ (นิวัติ , 2511)

                คุณภาพน้ำ เกษม (2526) กล่าวว่า คุณภาพน้ำ หมายถึง ความเหมาะสมของน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมของมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หมายถึง คุณภาพน้ำนั้นจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมนุษย์ที่จะใช้เฉพาะกิจหรือเป็นกรณีไป เช่น คุณภาพน้ำเพื่อใช้ดื่มย่อมต้องมีคุณภาพสูงหรือดีที่สุด ส่วนคุณภาพน้ำเพื่อการเกษตรกรรมย่อมมีคุณภาพต่ำกว่า เป็นต้น ซึ่งคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำธรรมชาติโดยทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับส่วนประกอบต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในน้ำ และสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น สภาพภูมิประเทศ ลักษณะทางธรณีวิทยา การใช้ที่ดินตลอดจนการทำกิจกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (2543) ได้แบ่งคุณภาพน้ำออกเป็นลักษณะใหญ่ๆ ได้ 3 ลักษณะ คือ

               - คุณภาพน้ำทางกายภาพ

                                คุณภาพน้ำทางกายภาพ (physical characteristics) เกิดจากสิ่งเจือปนที่ทำให้ลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน ซึ่งลักษณะทางกายภาพนี้ สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การดมกลิ่น ชิมรส ดูสี และสัมผัสด้วยผิวหนัง ข้อมูลสำคัญที่บ่งบอกคุณภาพน้ำทางกายภาพคือ สี กลิ่น รส ความขุ่น อุณหภูมิ ของแข็งแขวนลอย การนำไฟฟ้า และลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ได้แก่ ความหนาแน่น ความหนืด เป็นต้น

                - คุณภาพน้ำทางเคมี

                                คุณภาพน้ำทางเคมี (chemical characteristics) เกิดจากการมีแร่ธาตุต่างๆและสารเคมีละลายหรือเจือปนกับน้ำธรรมชาติ ซึ่งทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงไปและไม่ปลอดภัยที่จะใช้ดื่ม เพราะสารบางตัวเป็นพิษต่อมนุษย์ คุณสมบัติของคุณภาพน้ำทางเคมีที่สำคัญได้แก่ ความกระด้าง ความเป็นกรดด่าง ออกซิเจนละลายในน้ำ บีโอดี ตะกั่ว แคดเมียม โครเมียม ปรอท เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และวัตถุมีพิษ ได้แก่ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน ซึ่งประกอบด้วย DDT, alfa BHC, dieldrin, aldrin, heptachlor, heptachlor epoxide และ endrin เป็นต้น

                 คุณภาพน้ำทางชีวภาพ

                                คุณภาพน้ำทางชีวภาพ (biological characteristics) มีดัชนีบ่งชี้ที่สำคัญคือ จุลินทรีย์ที่เจือปนอยู่ในน้ำ และเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหรือสิ่งเจือปนที่อยู่ในน้ำ ซึ่งทำให้น้ำมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นแล้วยังมีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคได้ปนอยู่ด้วย เช่น แบคทีเรีย โปรโตซัว แอจจี ฟังไจ ไวรัส และพยาธิ ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ที่นำน้ำไปบริโภค ตัวอย่างแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค เช่น แบคทีเรียในตระกูลซัลโมเนลล่า (Salmonella) ชิเจลล่า (Shigella) และวิบริโอ (vibrio) แบคทีเรียที่ก่อโรคเหล่านี้กระจายได้ง่าย โดยทางเดินอาหารและน้ำ การแพร่กระจายของโรคมักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งอาจมีการแพร่กระจายโดยทางตรงหรือทางอ้อม ทำให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อจากแบคทีเรีย เช่น โรคไทฟอยด์ โรคพาราไทฟอยด์ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค บิด ฯลฯ การวิเคราะห์คุณภาพน้ำทางแบคทีเรีย จึงเป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคุณภาพน้ำทางชีวภาพ (นฤมล, 2535)            

                การประเมินคุณภาพน้ำ

                ประเมินตามเกณฑ์การประเมินค่าดัชนีคุณภาพน้ำทั่วไป ( General Water Quality Index, WQI ) ที่กำหนดโดยสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ โดยใช้ค่าดัชนีคุณภาพน้ำทั้งทางกายภาพ  เคมี และชีวภาพ จำนวน 2 กลุ่ม 5 ดัชนี (พารามิเตอร์ , parameter) พื้นฐานสำคัญ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 พารามิเตอร์ที่ต้องตรวจสอบในภาคสนามหรือตรวจสอบทันทีพร้อมกับการเก็บตัวอย่าง เนื่องจากพารามิเตอร์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายมากจึงจำเป็นต้องตรวจวัดทันที ไม่สามารถเก็บตัวอย่างวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการได้ พารามิเตอร์ที่ตรวจวัด คือ

ค่าออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen , DO) คือ ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำในแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นค่าที่มีความจำเป็นต่อการหายใจของพืชและสัตว์น้ำ ปริมาณออกซิเจนละลายมีหน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) แหล่งน้ำที่เหมาะแก่การดำรงชีวิต การขยายพันธุ์และการอนุรักษ์สัตว์น้ำ ควรมีค่า DO ไม่ต่ำกว่า 5 mg/L  ทั้งนี้โดยทั่วไปสัตว์น้ำส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติที่ระดับค่า DO ไม่ต่ำกว่า 3 mg/L อย่างไรก็ตาม ถ้าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่าต่ำกว่า 2 mg/L จะไม่เหมาะต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ แหล่งน้ำโดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำบางแห่งอาจตรวจวัดค่า DO ได้สูงเกินกว่า 10 mg/Lในเวลากลางวันแสดงให้เห็นว่าอาจมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของสาหร่ายในแหล่งน้ำ (Algae Bloom) เป็นเหตุให้เกิดการผลิตค่าออกซิเจนละลายที่มากเกินปกติ อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำทำให้เกิดโรค gas bubble disease โดยจะเกิดฟองก๊าซขึ้นในระบบหมุนเวียนโลหิต ขณะที่ในช่วงเวลากลางคืนออกซิเจนละลายเหล่านั้นจะลดต่ำลงมากเนื่องจากการหายใจของสาหร่ายทำให้แหล่งน้ำขาดออกซิเจนกะทันหัน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้สัตว์น้ำขาดอากาศหายใจตายได้

ค่าออกซิเจนละลาย บอกให้ทราบว่าน้ำมีความเหมาะสมเพียงใดในการดำรงชีวิตของสัตว์และพืชในน้ำ ตลอดทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในน้ำว่าอยู่ในภาวะที่มีออกซิเจน หรือที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งเป็นดัชนีบอกคุณภาพของน้ำในแหล่งน้ำนั้น (ณรงค์, 2525) โดยตราบใดที่ปริมาณการใช้ออกซิเจนและการเติมออกซิเจนยังสมดุลอยู่ แหล่งน้ำจะไม่เน่าเสีย แต่ถ้าการใช้ออกซิเจนมีมากกว่าการเติมออกซิเจนจะทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงเกิดสภาพไร้อากาศ ทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆดำรงอยู่ไม่ได้ ยกเว้นแบคทีเรียที่ไม่ใช้อากาศ ขณะเดียวกันในสภาพที่มีออกซิเจนเพียงพอแบคทีเรียกลุ่มที่ใช้อากาศจะย่อยสลายอินทรีย์และสารอนินทรีย์ต่างๆ ที่มีอยู่ในแหล่งน้ำนั้น (สิรินี, 2527) อนึ่งปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้จากการละลายของก๊าซออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศ และจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งปริมาณการละลายออกซิเจนในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับความกดอากาศ อุณหภูมิของน้ำ ปริมาณคลอไรด์ในน้ำ ปริมาณการละลายของออกซิเจนจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำลดลง ความกดอากาศที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความสามารถในการละลายออกซิเจนในน้ำมากขึ้น และการละลายของออกซิเจนจะค่อยๆ ลดลงเมื่อน้ำนั้นเข้าใกล้ทะเล ในทำนองเดียวกันในน้ำเสีย ค่าอิ่มตัวของออกซิเจนที่ละลายจะน้อยกว่าในน้ำสะอาด (กรมอนามัย, 2537)

กลุ่มที่ 2 พารามิเตอร์ที่ไม่สามารถตรวจวัดในภาคสนามได้ จะต้องเก็บรักษาตัวอย่างไว้ก่อนและนำมาตรวจสอบหรือวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ได้แก่

ค่าความสกปรกในรูปสารอินทรีย์หรือบีโอดี (Biochemical Oxygen Demand, BOD) คือ ค่าที่บ่งบอกถึงปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่มีค่าบีโอดีมากย่อมแสดงว่ามีความสกปรกมาก เนื่องจากจุลินทรีย์ต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมากในการย่อยสลายสารอินทรีย์หรือสิ่งปฏิกูลส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนละลาย (DO) ในแหล่งน้ำลดลงและอาจเกิดความเน่าเสียได้ โดยทั่วไปแหล่งน้ำผิวดินที่อนุรักษ์ไว้สำหรับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ และการผลิตประปาขั้นพื้นฐานควรมีค่าบีโอดีเกินกว่า 1.5 mg/L ถ้าจะอนุรักษ์ไว้เพื่อกิจกรรมด้านการเกษตรไม่ควรมีค่าบีโอดีเกิน 2.0 mg/L ส่วนแหล่งน้ำที่จะอนุรักษ์ไว้ใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมด้านการอุตสาหกรรมไม่ควรมีค่าบีโอดีเกินกว่า 4.0 mg/L

การหาปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียต้องการใช้ในกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ชนิดที่ย่อยสลายได้ภายใต้ภาวะที่มีออกซิเจนที่อุณหภูมิ 20 ± 1 องศาเซนติเกรดในเวลา 5 วัน ทั้งนี้เพราะเป็นอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับของน้ำทั่วๆไป และแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ช้าที่อุณหภูมินี้ (กรมอนามัย, 2537) ซึ่งกรรณิการ์ (2525) กล่าวว่าค่าบีโอดี จะบอกให้ทราบถึง ปริมาณการเจือปนของอินทรีย์สารที่มีอยู่ในน้ำ และเป็นการวัดความสามารถของแหล่งน้ำที่จะกำจัดความสกปรกโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ค่าบีโอดีจะบอกถึงกำลังความสามารถของน้ำในรูปของออกซิเจน ซึ่งแบคทีเรียต้องการใช้ ถ้ามีสารอินทรีย์ในน้ำมากออกซิเจนจะถูกใช้ในกระบวนการทางชีวเคมีมากขึ้น ทำให้ค่าบีโอดีสูงแต่ถ้าสารอินทรีย์นี้น้อย กระบวนการย่อยสลายก็จะมีน้อย ทำให้ค่าบีโอดีต่ำ ดังนั้น ค่าบีโอดี จะเป็นดัชนีบอกถึงความสกปรกของน้ำ และเป็นดัชนีตรวจสอบการระบายของเสียลงแหล่งน้ำอีกด้วย (กรมอนามัย, 2537) ซึ่ง Hawker flow และ Linter (1974) รายงานว่า การเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียในแหล่งน้ำจืดจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มของสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำนั้นๆ ด้วยการชะล้าง (erosion) เกิดจากการที่ฝนตกถึงผิวหน้าดิน เม็ดฝนที่จะทำลายเม็ดดินผิวหน้า แตกกระจายเป็นเม็ดเล็กๆ ซึ่งจะไปอุดรูดินทำให้น้ำซึมผ่านผิวหน้าดินได้น้อยลงเกิด surface flow และไหลไปตามผิวหน้าดินลงสู่ที่ต่ำ (เกษม, 2526) ซึ่งฝนจะชะล้างจุลินทรีย์ และสิ่งสกปรกต่างๆบนพื้นดิน ลงสู่แหล่งน้ำได้มากขึ้น จนทำให้เกิดมลพิษในน้ำได้ โดยเฉพาะการที่ฝนตกหนักหลังจากที่ผ่านระยะเวลาแห้งแล้งมานาน น้ำฝนจะชะล้างจุลินทรีย์หน้าดินลงสู่แหล่งน้ำได้มากขึ้นแต่ภายหลังที่ฝนตกติดต่อกันเป็นประจำจะมีผลทำให้แบคทีเรียลดลง (ไกรกฤษ์, 2538) จากการศึกษาของ สิรินี (2527) เกี่ยวกับโคลิฟอร์มแบคทีเรียในห้วยแม่ราก จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียมีปริมาณสูงมากในแหล่งน้ำที่สำคัญ คือ ปริมาณน้ำฝน และกิจกรรมของมนุษย์

ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (Total Coliform bacteria, TCB) คือ กลุ่มแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในลำไส้มนุษย์หรือสัตว์ แต่บางครั้งอาจพบในบริเวณอื่น อาทิเช่น พืช ดิน เมล็ดธัญพืช เป็นต้น การตรวจแบคทีเรียชนิดนี้ในแหล่งน้ำจะแสดงถึงความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือแพร่กระจายของเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร ในแหล่งน้ำ อาทิ โรคอหิวาต์ บิด ไทฟอยด์ หรืออุจจาระร่วง เป็นต้น ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดมีหน่วยวัดเป็น MPN  (เอ็ม พี เอ็น ) /100 มิลลิลิตร (มล.) , Most Probable Number /100 mL ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดินกำหนดให้แหล่งน้ำที่เหมาะจะนำมาใช้ในการผลิตประปา และสามารถว่ายน้ำ เล่นกีฬาทางน้ำได้ ไม่ควรมีค่าปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดเกินกว่า 5000 หน่วย (เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร) ขณะที่แหล่งน้ำที่เหมาะจะอนุรักษ์ไว้เพื่อใช้สำหรับกิจกรรมการเกษตรกรรมไม่ควรมีค่าปริมาณแบคทีเรียกล่มโคลิฟอร์มทั้งหมดเกินกว่า 20000 หน่วย

ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (Fecal Coliform bacteria,FCB) คือ ปริมาณเชื้อโรคแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม ที่มีอยู่ในอุจจาระของมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น การตรวจพบแบคทีเรียชนิดนี้ในแหล่งน้ำ จะบ่งชี้เฉพาะหรือยืนยันเพิ่มขึ้นจากค่าการตรวจวัดปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดว่าแหล่งน้ำนั้นมีโอกาสปนเปื้อนหรือมีการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารสูง ส่วนใหญ่แบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มจะตรวจพบมากในแหล่งน้ำที่ไหลผ่านชุมชนที่ระบายน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำโดยตรง ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลฟอร์มมีหน่วยวัดเช่นเดียวกับปริมาณแบทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ตามมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำที่เหมาะจะนำมาใช้ในการผลิตประปาและสามารถว่ายน้ำหรือเล่นกีฬาทางน้ำไม่ควรมีค่าปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม เกินกว่า 1000 หน่วย (เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิตร) ขณะที่แหล่งน้ำที่เหมาะจะอนุรักษ์ไว้เพื่อสำหรับกิจกรรมการเกษตรกรรมไม่ควรมีค่าปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม เกินกว่า 4000 หน่วย

ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย มีลักษณะคุณสมบัติเช่นเดียวกับโคลิฟอร์มแบคทีเรีย แต่มีความสามารถในการหมักย่อยน้ำตาลแลคโทสที่อุณหภูมิ 44.5 ± 0.2 องศาเซลเซียส และให้ผลผลิตเป็นกรดและแก๊สภายในเวลา 24 ชั่วโมง สามารถมีชีวิตอยู่นอกลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่นได้หลายวัน โดยขึ้นกับความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรียที่สำคัญ ได้แก่ Escherichia Coli นฤมล (2535) รายงานว่า การใช้โคลิฟอร์มแบคทีเรียเป็นดัชนีในการปนเปื้อน เนื่องจาก

        - มีแหล่งกำเนิดมาจากอุจจาระของคนและสัตว์เลือดอุ่น

        - โดยทั่วไปแล้วจะไม่พบในน้ำบริสุทธิ์ มักปนเปื้อนอยู่ในน้ำที่มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียก่อโรค และมีจำนวนแปรผันตรงตามจำนวนของแบคทีเรียก่อโรค

        - มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าแบคทีเรียที่ก่อโรค

         - วิธีการตรวจวิเคราะห์ทำได้ง่ายและสะดวก

ปริมาณแอมโมเนีย  - ไนโตรเจน (NH3-N) คือ ปริมาณไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของแอมโมเนียทั้งหมด มีความสำคัญในการบ่งชี้สภาพความสกปรกของแหล่งน้ำที่เกิดจากของเสียหรือน้ำทิ้งที่มีส่วนประกอบของไนโตรเจน เช่น โปรตีนในอนินทรีย์สารประกอบในร่างกาย พืช สัตว์ อุจจาระ ปุ๋ยคอก เป็นต้น โดยเฉพาะน้ำทิ้งจากแหล่งชุมชน ฟาร์มสุกร หากตรวจพบว่าแหล่งน้ำมีปริมาณแอมโมเนีย – ไนโตรเจน สูง แสดงว่าแหล่งน้ำมีการปนเปื้อนจากมลพิษสูง และอาจเป็นพิษต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดินปริมาณแอมโมเนีย  - ไนโตรเจน ในแหล่งน้ำไม่ควรมีค่าเกินกว่า 0.5 mg/L

นายศิริพล กำแพงทอง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ

ส่วนควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

Level Triple-A conformance, 
          W3C WAI Web Content Accessibility Guidelines 2.0 Valid CSS!